วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม


พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน



สถาปัตยกรรมอีกสิ่งหนึ่งที่กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นสำคัญของเมืองไทย ชื่อของ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี คงอยู่ในอันดับต้น ๆ ที่ใคร ๆ ก็อยากแวะเวียนไปเยี่ยมชม โดย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้ก่อสร้างขึ้น เพื่อเป็นที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับแรมและทรงพระสำราญในฤดูร้อน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ร่างแบบผังด้วยพระองค์เอง ทรงกำหนดแบบพระราชนิเวศน์ให้เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องขาวสี่เหลี่ยม ใต้ถุนสูง เทพื้นคอนกรีตตลอดพระตำหนัก ซึ่งอยู่กระจายกันเป็นกลุ่ม ๆ มีระเบียงและบันไดเป็นเอกเทศ แต่มีทางเดินเชื่อมถึงกันได้โดยตลอด ห้องทุกห้องหันหน้าเพื่อชมวิวทะเล และมีทางเดินไปสู่ทะเลด้วย

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เป็นสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรป โดยได้รับการออกแบบจากสถาปนิกชาวอิตาลี นอกจากนี้ ยังมีการใช้ต้นไม้ใหญ่เช่นต้นมะตูม รวมไปถึงการใช้ต้นไม้ที่มีอยู่เดิมเช่นต้นไทร และการใช้ไม้มงคลต่าง ๆ จะสังเกตได้ว่าบริเวณหน้าพระราชวังนั้นจะเห็นสนามหญ้าสีเขียวโดยรอบ ซึ่งความเป็นจริงแล้วหญ้าไม่สามารถขึ้นบนพื้นทรายได้ จึงได้นำดินมาถมพื้นให้สูงขึ้นและใช้หญ้าแฝกทำเป็นแนวกำแพงเรียงติดกันกั้น ไว้เพื่อไม่ให้ดินทรุดตัวลงและสามารถปลูกหญ้าได้นั่นเอง ส่วนเสาทุกต้นของตัวพระราชวังจะถูกหล่อน้ำไว้เพื่อไม่ให้มดหรือแมลงเข้ามา ทำลายไม้หรือเครื่องเรือนบนพระตำหนักได้
ขณะเดินเยี่ยมชมบริเวณพระราชวังก็จะได้ยินเสียงบรรเลงดนตรีไทยแบบสด ๆ จากคณะปี่พาทย์ เป็นการช่วยสร้างบรรยากาศแบบย้อนยุคได้ดีเลยทีเดียว

พระราชนิเวศน์นี้ประกอบด้วยพระที่นั่งใหญ่ 3 องค์ มีนามเรียงกันจากชั้นในสุดมาจนถึงประตูพระราชนิเวศน์ด้านหน้าและมีชื่อที่คล้องจองกัน ดังนี้…
1. พระที่นั่งสมุทรพิมาน มีสองหมู่ คือหมู่เดิมด้านในและหมู่ใหม่ด้านหน้า เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเป็นอาคารหลังใหญ่สุดทรงใช้เป็นห้องบรรทม ห้องแต่งพระองค์ ห้องทรงพระอักษร และห้องสรง ส่วนห้องเสวยเป็นศาลารูปสีเหลี่ยม มีลูกกรงรอบไม่กั้นฝา ลักษณะคล้ายศาลา เป็นที่ซึ่งโปรดประทับในเวลากลางวัน ปัจจุบันจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาประดิษฐานพระบรมรูปให้คนทั่วไปได้สักการะ ในส่วนพระที่นั่งสมุทรพิมานหมู่เดิมเคยเป็นประทับของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ระหว่างมีพระครรภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี



2. พระที่นั่งพิศาลสาคร เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา และที่พำนักของ พระสุจริตสุดา พระสนมเอก นอกจากพระที่นั่งแล้วยังมีเรือนเล็ก ๆ เป็นกลุ่มอาคารสำหรับฝ่ายใน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีบันไดขึ้นลงชายหาดและพลับพลาริมทะเลซึ่งทอดขนานคู่ไปกับพระที่นั่งสมุทร พิมานซึ่งเป็นส่วนของฝ่ายหน้า




3. พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ เป็นอาคารสองชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเปิดโล่งใช้เป็นที่ประชุมและจัดงานสโมสรต่างๆ รวมถึงการแสดงละครซึ่งพระองค์ทรงโปรดอย่างยิ่ง

หมายเหตุ Tip

  • เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันพุธ 1 วัน ตั้งแต่เวลา 8.30 - 16.30 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทยและชาวต่างประเทศเท่ากัน คือ ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 15 บาท และมีรถจักรยานให้เช่าขับชมบริเวณภายในรอบ ๆ ค่าย มีรถสำหรับผู้พิการ ร้านจำหน่ายของที่ระลึก ร้านขายเครื่องดื่มและไอศกรีมไว้คอยให้บริการอีกด้วย
  • การขออนุญาตเข้าชมเป็นหมู่คณะ ต้องทำหนังสือแจ้งมาที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน โดย เรียนผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และส่งหนังสือแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 032 508 444-5 โทรสาร 032 508 039
  • การขึ้นชมบนหมู่อาคารพระที่นั่ง มีการจัดแบ่งรอบให้ขึ้นชม โดยทุก10 นาที สามารถขึ้นชมได้ 20 ท่าน ตามลำดับผู้มาก่อนหลัง
  • พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ถือเป็นส่วนพระราชฐาน ผู้เข้าเยี่ยมชมควรให้ความเคารพสถานที่ และควรแต่งกายให้สุภาพ ไม่ใส่เสื้อแขนกุดและสวมกางเกงขาสั้นเหนือเข่า สำรวมกิริยา มารยาท ใช้วาจาให้สุภาพ ไม่ส่งเสียงดัง และห้ามกระทำการใด ๆ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาคาร ทรัพย์สิน และภูมิทัศน์โดยรอบ
  • พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องขยายเสียงใด ๆ และไม่อนุญาตให้ผู้นำคณะนักท่องเที่ยว (มัคคุเทศก์) นำชมหมู่พระที่นั่งพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เว้นแต่ได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
  • ห้ามบันทึกภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในส่วนพระราชฐาน เพื่อเผยแพร่ เพื่อการค้าและเพื่อการโฆษณา เว้นแต่ได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
  • การขึ้นชมหมู่พระที่นั่งฯ ต้องขึ้นลงตามทางที่กำหนด ชมตามเวลาที่แบ่งเป็นรอบที่กำหนด ควรถอดหมวก แว่นกันแดดก่อนขึ้นชม ห้ามนำขาตั้งกล้อง ร่ม และวัตถุปลายแหลมขึ้นไป ห้ามวิ่งบนระเบียงหมู่พระที่นั่ง พิงระเบียงและนั่งบนราวระเบียงโดยรอบ ห้ามมิให้ล่วงล้ำเข้าไปในเขตที่มีสายดอกรักกั้นไว้ และควรถอดรองเท้า แล้วนำติดตัวไปในถุงที่เตรียมไว้ให้

การเสนอความคิดเห็นหลังจากการอ่านของอาจารย์พิทยะ เรื่อง395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย

395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย
ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียในค.ศ.1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน
ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกสในปีค.ศ.1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583
หลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598) ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดา
งานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1614 และแปลเป็นภาษาต่างๆ ศิลปากรได้เผยแพร่บันทึกของปินโตบางส่วนในชื่อ “การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.ศ1537-1558” แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการได้ตีพิมพ์ผลงานบางส่วนของเขาออกเผยแพร่อีกครั้งใน ค.ศ.1988 โดยแปลจากหนังสือชื่อ “Thailand and Portugal : 470 Years of Friendship”
รูปแบบการนำเสนอ
งานเขียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ อาทิ เหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต บางตอนก็ระบุว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง เช่น เหตุการณ์เดินทางเข้ามายังสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531: 115) เป็นต้น
ปินโตระบุว่า การเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกให้มากยิ่งขึ้น มิได้มีจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความท้อถอยในการติดต่อกับดินแดนแถบเอเชีย เขาระบุว่าอุทิศการทำงานให้แก่พระเจ้ามิได้หวังชื่อเสียง สิ่งที่ผลักดันให้เขาเดินทางไปยังตะวันออก คือ ธรรมชาติของลูกผู้ชาย เขาแสดงความขอบคุณพระเจ้าและสวรรค์ที่ช่วยให้รอดพ้นจากภยันตรายมาได้(Henry Cogan, 1653 :1-2)
จุดมุ่งหมายที่จริงจังของทั้งปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ “Pérégrinação” อย่างไม่อาจมองข้ามได้ งานของปินโตจึงได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง
คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม
บันทึกของปิ่นโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1543-1546) เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า
“ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่น
สัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการ ปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....”
การเข้าร่วมรบในกองทัพสยามครั้งนั้นเป็นการถูกเกณฑ์ หากไม่เข้าร่วมรบก็จะถูกขับออกไปภายใน 3 วัน ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวโปรตุเกสถึง 120 คน จากจำนวน 130 คน อาสาเข้าร่วมรบในกองทัพสยาม เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าเป็นศึกเมืองเชียงกรานซึ่งเกิดขึ้นในค.ศ.1538 (พ.ศ.2081) คลาดเคลื่อนไปจากที่ระบุในหลักฐาน ของปิ่นโต 10 ปี แม้ว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจะทรงอ้างจากหนังสือ ของปิ่นโตก็ตาม

ดร.เจากิง ดึ กัมปุชชี้ว่า บทบาทของทหารอาสาชาวโปรตุเกสในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชอาจส่งผลให้มีการเริ่มปรับปรุงตำราพิชัยสงครามภายใต้การช่วยเหลือของที่ปรึกษาชาวโปรตุเกส จนเป็นที่มาของการตั้ง “กรมทหารฝารั่งแม่นปืน” ใน หนังสือ“ศักดินาทหารหัวเมือง” ซึ่งประกอบด้วยทหารเชื้อสายโปรตุเกสจำนวน 170 นาย จนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใกล้เคียงกับจำนวนของทหารอาสาโปรตุเกส 120 คน ในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช

ความน่าเชื่อถือ

ดึ กัมปุช อดีตกงสุลใหญ่โปรตุเกสเมื่อค.ศ.1936 กลับชี้ว่าหลักฐานของปินโตแสดงให้เห็นว่าเขาเคยเดินทางเข้ามายังสยามจริง (Campos, 1940 : 14-15) และสิ่งที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือในงานของปินโต คือ การยกงานเขียนในชั้นหลังๆมาเทียบเคียงความเป็นไปได้และความถูกต้องของเรื่องราวโดยเฮนรี โคแกน

นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536) อ้างเรื่องยศขุนนางสมัยอยุธยาตอนกลาง สุเนตร ชุตินทรานนท์ในเรื่องบุเรงนองกะยอดินนรธา(2538) ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้น

งานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล (Campos,1940,P.21) ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามความแม่นยำของเวลา (Timing) ที่ระบุในบันทึกของเขา และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝัง (recommended letter) จากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว (Goa) เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งโปรตุเกส (Cogan,1653 : 317) แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขา

สรุป

ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนา มีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่ง

ข้อเสนอความคิดเห็น

ไม่เห็นด้วยกับบทความที่ว่า "บันทึกของปิ่นโต เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์" เพราะบทความข้างต้นที่อ่านมานั้น ... จะเป็นเรื่องราว การผจญภัยของปินโต เป็นบันทึกย่อๆส่วนนึงในประวัติของเขา จึงสรุปได้ว่า บทความนี้เป็น "นิยายผจญภัย" แต่ก็มีบางหัวข้อ ที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นหัวข้อเล็กๆเท่านั้น

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553


ตลาดน้ำหมู่บ้านช้างอโยธยา

- ณ วันที่ 27 มิถุนายน 2553 ได้มีโอกาศแวะไปตลาดน้ำเปิดใหม่ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อตลาดเปิด จึงมีคนแห่ไปเที่ยวที่ตลาดน้ำอย่างอุ่นหนา ฝาคั่ง ( วันที่เราไป คนเยอะมาก ขอบอก ) ตลาดน้ำหมู่บ้านช้างอโยธยา ตั้งอยู่ที่ 65/12 หมู่ 7 ตำบลไผ่ลิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา มีบริการนั่งช้างลุยน้ำ เข้าป่า ชมนกป่าหลากหลายชนิด ชมโบราณสถาน และมีการแสดงโชว์งู ทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.

- ภายในตลาดน้ำมีสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งของฝาก ของใช้ และของกินที่น่าลิ้มลอง มีอาหารให้เลือกไม่แพ้ตลาดดอยหวาย ที่ จ.นครปฐมเลยค่ะ สินค้าส่วนใหญ่จะขายไอเดีย และมีแนวคิดผสมผสนร่วมสมัย จะเก่าก็ไม่เชิง จะใหม่ก็ไม่ใช่ ส่วนมากเป็นของ handmade มากกว่า ในส่วนของอาหาร ก็จะมีอาหารพื้นเมือง อาหารที่หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ และอาหารที่เราไม่เคยได้ยินชื่อก็มี

- ( แนะนำให้ไปวันธรรมดานะค่ะ เพราะวันเสาร์-อาทิตย์ คนเยอะมากๆ มาที่นี้ต้องพกร่ม พกพัดไว้ติดตัวเลยค่ะ อิอิ ) ในส่วนที่ชอบมากๆคือ การนั่งเรือชมตลาดน้ำ ราคาแค่ คนล่ะ 20 บาทเอง ระเบียงน้ำก็น่านั่งชมวิว นั่งทานอาหาร แอบหย่อนขาลงไปแช่น้ำด้วย ( ก็มันร้อนนิค่ะ ) ในที่นี้จะมีการแสดงที่ลาน การแสดงกรุงศรีอยุธยา อยู่ตรงกลางตลาดน้ำด้วยค่ะ ภายในตลาดน้ำมีมุมสวย ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึก ใครที่แวะไปต้องรู้สึกอยากพัก อยู่นานๆแน่นอนค่ะ


- ปล. ขอแนะนำอีกอย่างหนึ่งนะค่ะ อยากให้ทุกคนได้ลองนั่งบนหลังช้าง ค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งจะเอาไปเป็นค่ารักษาพยาบาลช้าง และค่าอาหารช้าง เป็นการทำบุญด้วยค่ะ